ถ้าการออมไม่ได้มีแค่การเก็บเงิน แต่ยังมีทั้งความคุ้มครอง เงินคืน และโอกาสรับเงินปันผล… แบบ 12/6(1) จะน่าสนใจแค่ไหน? มาดูจุดเด่นและสิ่งที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจกันค่ะ....

มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 12/6(1) ออม 6 ปี วางแผนเงินก้อน 12 ปี

(พร้อมโอกาสรับเงินปันผล)

          สำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีออมเงินแบบมีเป้าหมาย หลายคนอาจไม่ได้ต้องการเพียง “เก็บเงิน” แต่ต้องการให้เงินที่ออมไปนั้นมีทั้ง "ความคุ้มครองชีวิต เงินคืนตามสัญญา และโอกาสได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติม"

หนึ่งในแบบประกันที่น่าสนใจ คือ "มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 12/6(1) แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล" ซึ่งออกแบบมาในรูปแบบ “จ่ายเบี้ย 6 ปี คุ้มครอง 12 ปี” เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างวินัยในการออม และวางแผนเงินก้อนในอนาคต

12/6(1) คืออะไร?

ชื่อ “12/6” ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของแบบประกันได้ง่ายขึ้น

  6 = ชำระเบี้ยประกันภัย 6 ปี 
12 = ระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี  

กล่าวง่าย ๆ คือ เราวางแผนชำระเบี้ยในช่วง 6 ปีแรก ขณะที่กรมธรรม์ยังให้ความคุ้มครองต่อเนื่องจนครบ 12 ปี ตามเงื่อนไขของสัญญา จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการ “ออมแบบมีระยะเวลา” และไม่ต้องการผูกภาระการชำระเบี้ยไปตลอดระยะเวลาคุ้มครอง

จุดเด่นที่น่าสนใจของ 12/6(1)

1. ไม่ต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ

          แบบประกันนี้ เป็นอีกหนึงแบบ ที่นับว่าสิ่งนี้เป็น จุดเด่นที่น่าสนใจของคือ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ตามเงื่อนไขการรับประกันของบริษัทฯช่วยให้ขั้นตอน การสมัครสะดวกและง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการ วางแผนการออมควบคู่กับความคุ้มครองชีวิ

2. จ่ายเบี้ย 6 ปี วางแผนเงินก้อน 12 ปี

          จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ ระยะเวลาชำระเบี้ยสั้นกว่าระยะเวลาคุ้มครอง เหมาะกับคนที่ต้องการกำหนดเป้าหมายทางการเงินไว้ล่วงหน้า เช่น วางแผนเงินก้อนสำหรับอนาคต การเตรียมความพร้อมทางการเงิน หรือการสร้างเงินออมอย่างมีวินัย

3. มีเงินคืนตามสัญญาเป็นระยะ

          แบบประกันนี้มี **เงินคืน 6% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ 2, 4, 6, 8, 10 และ 12** ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ นั่นหมายความว่า ไม่ได้รอรับเงินเพียงก้อนเดียวเมื่อครบสัญญา แต่มีผลประโยชน์ระหว่างทางตามกำหนดสำหรับผู้ที่ชอบการออมที่เห็น “จังหวะเงินคืน” อย่างชัดเจน จุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของแบบ 12/6(1)

4. ครบกำหนดสัญญา รับเงินก้อน 600%

          เมื่อครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ครบกำหนดสัญญา **600% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย** ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เมื่อรวมกับเงินคืนตามสัญญา ผลประโยชน์ที่รับรองตลอดสัญญาจึงเป็น **636% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย**

> **ข้อควรทำความเข้าใจ** ตัวเลข 636% เป็นการคำนวณจาก “จำนวนเงินเอาประกันภัย” ไม่ใช่ 636% ของเบี้ยที่เราจ่าย และไม่ควรตีความว่าเป็นกำไรหรือผลตอบแทน 636% ต่อปี

⇒  จุดนี้สำคัญมาก เพราะการพิจารณาว่าแบบประกันคุ้มหรือไม่ ควรดูทั้ง **เบี้ยประกันภัยที่ชำระจริง ระยะเวลาที่ถือกรมธรรม์ และช่วงเวลาที่ได้รับเงินแต่ละก้อน** ประกอบกัน

5. มีโอกาสได้รับ “เงินปันผล” เพิ่มเติม

          คำว่า **แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล** เป็นอีกจุดที่ทำให้ 12/6(1) แตกต่างจากการออมแบบรับผลประโยชน์คงที่เพียงอย่างเดียว ผู้เอาประกันภัยมีโอกาสได้รับเงินปันผลระหว่างสัญญา และเมื่อครบกำหนดสัญญา **หากบริษัทประกาศจ่ายและเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์**

อย่างไรก็ตาม เงินปันผล **ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่รับรองการจ่าย**

ตัวเลขประมาณการ เช่น 3%, 4% หรือ 5% ที่ปรากฏในตัวอย่างผลประโยชน์ เป็นการคำนวณภายใต้สมมติฐานเพื่อแสดงตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินปันผลในอัตราดังกล่าวแน่นอน

ดังนั้น เวลาพิจารณาแบบประกัน ควรแยกให้ออกระหว่าง

“ผลประโยชน์ที่รับรอง”     กับ     “เงินปันผลที่มีโอกาสได้รับ”

6. มีความคุ้มครองชีวิตควบคู่กับการออม

          นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างการออมด้วยตัวเองกับการใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการวางแผน นอกจาก

การวางแผนเงินออมแล้ว กรมธรรม์ยังมีความคุ้มครองชีวิตตามจำนวนเงินและเงื่อนไขที่กำหนดในแต่ละปีกรมธรรม์

จึงเป็นแนวคิดของการ “ออมพร้อมความคุ้มครอง” ไม่ใช่เพียงการฝากเงินเพื่อรอรับผลตอบแทน

7. สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์

          เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ภายใต้หลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยทั่วไปวงเงินสำหรับเบี้ยประกันชีวิตอยู่ที่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นอีกประเด็นที่คนมีรายได้และต้องการวางแผนภาษีควรนำมาพิจารณาร่วมกับเป้าหมายการออม

แล้ว 12/6(1) เหมาะกับใคร?

แบบประกันนี้อาจเหมาะกับคนที่

  ต้องการสร้างวินัยในการออม
  ต้องการวางแผนเงินก้อนในระยะ 12 ปี
  ต้องการชำระเบี้ยเพียง 6 ปี
  ต้องการมีเงินคืนตามช่วงเวลาที่กำหนด
  ต้องการความคุ้มครองชีวิตควบคู่กับการออม
  ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์
  สนใจแบบประกันที่มีโอกาสได้รับเงินปันผลเพิ่มเติม

โดยเฉพาะคนที่มีเป้าหมายทางการเงินชัดเจนและสามารถวางแผนสภาพคล่องเพื่อชำระเบี้ยให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

          การเลือกประกันออมทรัพย์ไม่ควรดูเพียงคำว่า “ได้เงินคืน” หรือ “ผลประโยชน์รวมกี่เปอร์เซ็นต์”  ควรพิจารณาอย่างน้อย 4 เรื่อง

          1. เบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายทั้งหมด    **ต้องดูว่าตลอด 6 ปี เราจ่ายเงินจริงเท่าไร

          2. เงินที่ได้รับในแต่ละปี    **เงินคืนแต่ละก้อนได้รับเมื่อใด และจำนวนเท่าไร

          3. ผลประโยชน์ที่รับรองกับเงินปันผล    **อะไรคือเงินที่รับรองตามสัญญา และอะไรคือ เงินที่ขึ้นอยู่กับการประกาศจ่าย

          4. ความสามารถในการถือกรมธรรม์ระยะยาว   **หากมีความจำเป็นต้องยกเลิกหรือเวนคืนก่อนครบกำหนด อาจไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่วางแผนไว้ จึงควรตรวจสอบมูลค่าเวนคืนในตารางกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจ

สรุป

⇒  มันนี่ ฟิต เวลท์ตี้ 12/6(1)   เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการวางแผนการเงินอย่างมีเป้าหมาย ด้วยโครงสร้าง

⇒  ชำระเบี้ย 6 ปี คุ้มครอง 12 ปี    มีเงินคืนตามสัญญา และมีโอกาสได้รับเงินปันผลเพิ่มเติม**

⇒  จุดที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขผลประโยชน์ แต่คือการนำ “การออม + ความคุ้มครองชีวิต + เงินคืน + โอกาสรับเงินปันผล + การวางแผนภาษี” มาวางไว้ในแผนเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ทุกการวางแผนควรเริ่มจากคำถามสำคัญว่า

“เป้าหมายทางการเงินของเราคืออะไร และแบบประกันนี้เหมาะกับกระแสเงินสดของเราหรือไม่?”

           เพราะแบบประกันที่ดี ไม่ใช่แบบที่ผลประโยชน์ดูดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่คือ **แบบที่เหมาะกับเป้าหมายและความสามารถในการวางแผนของเราในระยะยาว**

หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นการสรุปเพื่อให้เข้าใจแนวคิดของแบบประกันโดยง่าย ผลประโยชน์ ความคุ้มครอง เงินปันผล เงื่อนไขการรับประกัน และสิทธิลดหย่อนภาษี ให้ยึดตามรายละเอียดในเอกสารเสนอขายและกรมธรรม์ รวมถึงหลักเกณฑ์ของบริษัทและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ